[EXM] 1st Encounter

posted on 19 Apr 2012 21:52 by bananaleaf in EXM directory Fiction
 
ส่งการบ้านเวนท์แรก คอมมู X-Men  ของ เดรกฮ่าาาาาา
 
 

 

 
 
 
 
 
 
 
เอนทรี่นี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม
 
 
 
:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:+:
 
 
 
 
 
 

 

เรื่องราวเริ่มขึ้นเมื่อ 6 ปีก่อน….

 

 

 

 

                ผมกำลังตักซีเรียลชามโตเข้าปากเป็นอาหารเช้าก่อนช่วยพ่อแม่ทำงานในฟาร์ม  บ้านของเราเป็นฟาร์มเล็กๆ  เลี้ยงหมูไว้ 10 ตัว  เลี้ยงวัวไว้ 10 ตัว ที่เหลือเป็นเป็ด ไก่ และไร่มันฝรั่งจำนวนไม่กี่เอเคอร์  งานของพวกเราเป็นงานหนัก  แต่ครอบครัวเราไม่มีเงินพอที่จะจ้างคนงานได้  ลูกๆทุกคนจึงต้องทำงานในฟาร์มทั้งก่อนและหลังเลิกเรียนทุกวัน

 

 

 

                “แม่ครับ…ผมขอเพิ่มอีกชามได้ไหม?”  ผมก้มหน้า มองนมที่เหลือไม่กี่คำในชาม  เอ่ยขึ้นอย่างเกรงอกเกรงใจ  ............ 3 วันแล้วที่ผมต้องทนหิวก่อนถึงเวลาอาหารเย็น  เพราะมอร์แกน  เพื่อนร่วมชั้นขโมย lunchbox ของผมไปครึ่งหนึ่งทุกวัน 

 

 

 

                “……….  จ้ะ ทานให้อิ่มเถอะ”  หญิงสาวผมบลอนด์ยื่นกล่องซีเรียลให้พร้อมยิ้มตอบกลับมาอย่างอารีย์  ผมกล่าวขอบคุณ  กอดร่างเจ้าเนื้อของแม่ผมไว้  แล้วรีบทานให้หมดก่อนหยิบถุงอาหารสัตว์ไปหาพ่อที่กำลังทำความสะอาดโรงวัว

 

 

 

 

 

                ฟ้าสาง  ผมใช้แขนเสื้อเช็ดเหงื่อที่หน้าผากอย่างลวกๆ  วันนี้อากาศเย็น แต่ก็ไม่ได้ทำให้คนที่ใช้แรงงานมาตั้งแต่เช้าไม่มีเหงื่อออก  แสงอาทิตย์แรกจับขอบฟ้าเป็นสีทองละลายสายหมอกที่อยู่ตามถนน ป่านนี้เพื่อนๆของผมคงตื่นกันแล้ว และคงเริ่มอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียน  ส่วนผม…. ยังคงโกยเศษผักให้อาหารไก่อยู่  ยังไม่ได้ทำการบ้าน วันนี้คงไปโรงเรียนสายและโดนครูดุอีกเช่นเคย 

 

 

_____________

 

 

 

 

 

                พักเที่ยง  ที่โรงเรียน 

 

 

 

 

 

 

                มอร์แกนเดินเข้ามาโดยอัตโนมัติทันที่ที่ผมเปิดกล่องอาหาร เขาเป็นเด็กผมสีแดง  มีดวงตาสีเทา  ผิมขาวซีด  และเป็นลูกของ landlord ที่ผมทำงานอยู่เป็นครั้งคราวเพื่อแลกกับค่าขนมเล็กๆน้อยๆ

 

 

                “วันนี้มีอะไรกินบ้าง…..เดรกกี้?”

 

                “ไม่มีส่วนของนายที่นี่….มอร์แกน” 

 

 

                “กล้วยหอม……กับแซนด์วิชไข่กระจอกๆ”  เด็กหนุ่มผมสีแดงรื้อกล่องข้าวของผม  เขาหยิบกล้วยหอมออกมาปอกเปลือก ก่อนเริ่มจัดการมัน  กล่องข้าวของมอร์แกนยังวางอยู่บนโต๊ะ  ในนั้นเต็มไปด้วยsteak ครัวซองก์ และของกินต่างๆมากมาย แม้แต่ผลแนทเทอรีนที่ผมชอบก็ยังมี   ผมขมวดคิ้ว มองคนตัวเล็กกว่า…. แน่นอนว่าพวกใช้แรงงานอย่างผมสามารถอุ้มเขาลอยได้ไม่ยาก  แต่พ่อของเขาเป็นเจ้าของเงินก้อนโตที่พ่อผมไปกู้มาเวลาที่ผลผลิตขาดแคลนบ่อยๆ  และพ่อของเขาดีต่อครอบครัวของเรามาก  นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมผมถึงควรจะอดทน

            

 

“ถ้างั้นก็วางลง ทิ้งมันไว้ แล้วกินข้าวของนายซะ”  ผมพูดเรียบๆ  หยิบแซนวิชไข่ครึ่งหนึ่งขึ้นมากิน ทำเป็นไม่ใส่ใจอะไร  ในขณะที่มองมอร์แกนรื้อแซนวิชไข่อีกซีกหนึ่งออกมาเป็นชิ้นๆ  ผักกาดหอม ไข่ต้ม มะเขือเทศและขนมปังกระจายเต็มกล่อง  ถึงจะโดนแยกส่วนแต่มันก็ยังกินได้อยู่

 

 

                “มองอะไร…..เดรกกี้?”

 

 

                “………………………”  ผมหน้าบึ้ง แต่ไม่ได้พูดอะไร 

 

 

 

                “ไม่ฟ้องครูเหรอ?...”  เขายิ้มยั่ว

 

 

 

 

                “…………………….”  ผมเงียบ…… เป็นไปได้ที่ไหนกันล่ะ….. เรื่องราวมันเกิดขึ้นตั้งแต่มอร์แกนพบว่า เพื่อนร่วมชั้นอย่างผมคือเด็กที่ไปทำงานบ้านของเขาทุกวันหยุด  ผมใส่ชุดเลอะเทอะปัดกวาดเช็ดถูในขณะที่เขากำลังเล่นคริกเก็ต  ผมไม่รู้ว่าใครกันแน่ที่ต้องเป็นฝ่ายอาย  แต่มอร์แกนกลับทำท่าเสมือนว่าไม่อยากให้ผมมาอีก เด็กหนุ่มทะเลาะกับLandlord ต่อหน้าผมเป็นการใหญ่โตว่าไม่อยากให้ผมเข้ามาอีก  สุดท้ายผมก็เป็นฝ่ายชนะ  เพราะพ่อของเขาตัดสินที่จะใจจ้างผมต่อ

 

 

 

                “ฟ้องพ่อนายง่ายกว่า”  

 

 

ผมผมตัดบทสั้นๆ ทั้งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้เลย แต่มอร์แกนโกรธมาก  เขาโยนกล่องอาหารของผมทั้งกล่องลงจากโต๊ะทันที  ผักกาดหอม ไข่ต้ม มะเขือเทศและขนมปังกระจายอยู่เต็มพื้น นักเรียนคนอื่นๆต่างเห็นเหตุการณ์นั้น แต่ไม่มีใครทำอะไร ในระหว่างผมกับมอร์แกน เขาป๊อปปูล่าร์มากกว่าไอ้งั่งสายเสมอ เรียนไม่เก่ง และยากจนอย่างผมเยอะ  เป็นภาพคุ้นชินตาว่าผมต้องยอมให้เขาตลอด

 

 

 

ผมมองแซนวิชไข่ครึ่งซีกที่ตกลงบนพื้นอย่างเสียดาย …… อยากหยิบมากินต่อ แต่มอร์แกนเหยียบมันจนเละ 

 

 

_____________

 

 

 

 

                เช้ามืดวันต่อมา

 

 

 

ผมลุกจากเตียงอย่างเมื่อยล้าจากการช่วยพ่อแม่ทำงานในฟาร์มหลังเลิกเรียน  มันฝรั่งของเราเกือบขุดขึ้นมาขายได้แล้ว โชคดีที่เมื่อวานตอนเช้าผมได้กินซีเรียลมามากกว่าเดิมนิดหน่อย  ถึงจะถูกมอร์แกนขโมยแซนวิชไข่ไป แต่ไม่ต้องหิวโซถึงเย็น  การบ้านของผมยังไม่กระดิกไปไหนอยู่เหมือนเดิม  เมื่อวานมอร์แกนโกรธมาก  วันนี้ผมต้องโดนเขาแกล้งหนักกว่าเดิมแน่ๆ 

 

 

“แม่ครับ…ผมขอซีเรียลเพิ่มอีกชามได้ไหม?” ผมก้มหน้า มองคอร์นเฟล็คที่เหลือไม่กี่คำในชาม  เอ่ยขึ้นอย่างเกรงอกเกรงใจมากกว่าเดิม …….. อย่างน้อยมีอะไรตุนไว้ก่อนก็ทำให้ตอนเย็นผมก็ช่วยงานในฟาร์มได้มากขึ้นสักนิดก็ยังดี ถึงแม้ผมจะมีไม่เท่าคนอื่น แต่ตราบใดที่ครอบครัวผมยังอยู่ตรงนี้ ผมยังคงมีความสุขในไร่ของผมอยู่….

 

 

 

 “……….  จ้ะ ทานให้อิ่มเถอะ” 

‘ตะกละจริงๆ ไอ้ลูกคนนี้’

               

 

 

 “เป็นอะไรไปล่ะเดรก…กินสิลูก?”

‘ต่อไปยิ่งโตยิ่งกินเยอะขึ้นไม่ยิ่งเปลืองขึ้นอีกเหรอเนี่ย  เงินทองก็ไม่ค่อยจะมี เพราะแบบนี้ไงมีแกฉันถึงยิ่งจน’

 

 

 

“เดรกๆๆ เป็นอะไรลูก“

‘เรียกก็ไม่ได้ยินอีก หูตึงหรือไง!!’

 

 

 

 

“เดรก……?”

‘เป็นบ้าอะไรขึ้นมาอีกล่ะ!! ให้กินแล้วก็น่าจะพอใจได้แล้วนะ ไอ้ลูกตะกละนี่!!’

 

 

 

“ขอโทษครับแม่……ขอโทษครับ!! ต่อไปผมจะไม่ตะกละ ไม่ทำแบบนี้อีกแล้วครับ!!”  

 

ผมตะลึงพรึงเพริดจนแทบตกเก้าอี้  เสียงแม่ 2 คนกำลังคุยกับผมอยู่  โดยที่ผมไม่รู้ว่าเสียงไหนเป็นเสียงไหน……. นี่หูผมเป็นอะไรไป  ผมรู้แค่ว่าผมทำผิด และเธอไม่พอใจ  ผมละล่ำละลักขอโทษเธออีกหลายๆครั้ง ทั้งที่เห็นเธอยืนหน้าซีดเผือดเป็นกระดาษ             ทิ้งซีเรียลทั้งกล่องไว้ข้างหลัง แล้วรีบแจ้นหนีไปหาพ่อที่ยืนถือแปรงทำความสะอาดอยู่ในโรงวัว

 

 

โรงวัวของพวกเราเป็นเพิงเล็กๆ  มีโคนมสีขาวตัวเขื่องยืนเรียงราย ผมมีหน้าที่โกยฟางไปให้พวกมันทุกวัน  เติมน้ำในราง รวมทั้งโกยมูลสัตว์ออกจากคอก  พ่อยืนถือแปรงทำความสะอาดอยู่ข้างรั้วไม้สีน้ำตาลเตี้ยๆที่มักเห็นได้ตามฟาร์ม เขายิ้มให้ผมตามปกติ

 

 

 

“อ้าว ว่าไงเดรก มานี่สิลูก….”

‘มาช้าจริง เป็นเด็กเป็นเล็กคิดจะอู้แล้วหรือ เจ้าเด็กนี่’

 

 

 

“ เจ้าพวกนี้รอลูกมาให้อาหารมันอยู่นะ…..”

‘เงินจากคราวก่อนที่รีดนมวัวได้ก็เอาไปจ่ายค่าเทอมให้แกหมดแล้วแท้ๆ’

 

 

 

“เป็นอะไรไปล่ะเดรก รีบโกยฟางมาให้พวกมันเร็วเข้าสิลูก”

‘วันก่อนก็บ่นว่าวันเกิดอยากจะขอเลี้ยงม้า ทั้งๆที่ม้าน่ะแพงจะตาย ฉันต่างหากล่ะที่ต้องเอาหนี้เงินกู้ไปผ่อน landlord  ไม่เจียมเลยทั้งๆที่บ้านเราก็ไม่มีเงินพอแท้ๆ’

 

 

 

ผมเงยหน้าขึ้นมาจากกองฟาง เลือดในกายเย็นเฉียบจนเป็นน้ำแข็ง ใบหน้าของพ่อกำลังยิ้ม  แต่สุ้มเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นมาพร้อมกันไม่ได้ยิ้มตาม และไม่ประติดประต่อ  ผมไม่แน่ใจว่าเสียงไหนพูดกับผมกันแน่  แต่ที่รู้ชัดๆคือเขาไม่พอใจ และผมจะต้องขอโทษ

 

 

 “ ขอโทษครับ!!  ผมไม่อยากเลี้ยงม้าแล้วครับ ผมขอโทษที่ทำให้สิ้นเปลือง ขอโทษที่ทำให้ต้องจ่ายค่าเทอมของผมด้วย ต่อไปนี้ผมจะเจียมตัว  ไม่เอาแต่ใจกับใครอีกแล้วครับ!!” 

 

 

พ่อของผมยืนหน้าซีดเผือดขาวเป็นกระดาษไม่ต่างจากแม่  สายตาของเขาจ้องผมเหมือนเห็นตัวประหลาด  ผมละล่ำละลักขอโทษเขาอีกหลายครั้ง และสัญญาว่าผมจะเป็นเด็กดี  ก่อนที่จะหอบกองหญ้าแห้งทั้งฟ่อนวิ่งหนีออกมา

 

 

 

เช้าวันนั้น  ไม่มีใครยอมพูดคุยอะไรกับผมอีก  ผมเดินมึนงงไปจนถึงโรงเรียน  ได้ยินเสียงผู้คนต่างๆมากมายเป็น   แบ่งออกเป็น 2 เสียงบ้าง หนึ่งเสียงบ้าง  ทั้งที่คนๆเดียวกันยืนอยู่  ได้ยินเสียงแม่บ้านนินทาสามี  บ่นเรื่องปุ๋ยแพง ยาฆ่าแมลงไม่ได้ผล  ลมฟ้าอากาศ  สามีข้างบ้านมีชู้  เรื่อยไปเรื่อยมาจนถึงห้องเรียนที่เพื่อนๆกำลังกำลังนั่งจดงานกันอยู่   ผมมาโรงเรียนสายตามปกติ และโดนครูดุเรื่องไม่ได้ทำการบ้านมาอีกเช่นเคย  เสียงของหญิงสาวมีอยู่ 2 เสียง เสียงที่ตำหนิตามปกติ  และเสียงผรุสวาสใส่ผมอย่างรุนแรงว่าไอ้งั่ง!!

 

 

 

 ผมก้มหน้าก้มตายอมรับผิด และกล่าวขอโทษคุณครูที่มาสาย   ระหว่างทางเดินไปนั่งที่โต๊ะได้ยินเสียงเซ็งแซ่ของเพื่อนร่วมชั้นราวๆ 20 คนดังว่อนไปในอากาศ   สายตาของทุกคนจ้องมองไปยังกระดานดำ  ต่างคนต่างส่งเสียงตั้งใจเรียน อ่านสิ่งที่ครูสอน คำนวณเลข อยากกินโน่น อยากกินนี่ เบื่อเรียนแล้ว แต่ไม่มีใครขยับปากพูดเลยสักคน

 

……..แล้วเสียงนั่นมาจากไหน?

 

 

 

_____________

 

 

 

 

 

 

                พักเที่ยง  ที่โรงเรียน 

 

 

 

ทุกคนโหวกเหวกโวยวายอย่างดีใจในยามพักเที่ยง   หูของผมอื้อสนิทไปด้วยความชุลมุนวุ่นวายของเสียงต่างๆมากมาย  เพื่อนร่วมชั้นของผมมี 20 คน ตอนนี้ทุกคนกำลังตะโกนใส่กันด้วย 40 เสียง ทันที่ที่ผมเปิดกล่องอาหารกลางวัน  มอร์แกนเดินเข้ามาโดยอัตโนมัติอีกครั้ง 

 

 

 

“วันนี้มีอะไรกินบ้าง…..เดรกกี้?”

‘มีแต่ของห่วย ๆ เหมือนเดิม……’ 

 

 

 

                “ ไม่มีส่วนของนายที่นี่….มอร์แกน”  “ถ้ามีแต่ของห่วยๆ แล้วนายจะสนใจมันทำไม” ผมได้ยินเสียงของมอร์แกนอื้ออึงราวกับอยู่ในคอนเสิร์ต  เสียงหนึ่งของเขาขยับปากพูด  อีกเสียงหนึ่งไม่ได้พูด  แต่ผมตอบมันปนกันมั่วไปหมดด้วยความมึนงง

               

 

                “ไม่มีกล้วยหอม….มีแต่แซนวิชเห็ดกระจอกๆ”  เด็กชายผมแดงรื้อกลองข้าวของผมเหมือนเดิม  แซนวิชเห็ดของผมถูกแยกส่วนเป็นชิ้นๆ  ผักกาดหอมร่วงกราว  หัวหอมสดฉ่ำเยิ้มปนกับน้ำสลัดกระจัดกระจายเต็มไปหมด  ส่วนกล้วยหอมวันนี้ผมไม่มีเนื่องจากทะเลาะกับแม่มา

 

 

                ‘หน้าด้านหน้าทนอยู่ได้  ตั้งแต่มันเข้ามาทำงานบ้าน พ่อก็เห็นดีเห็นงามกับมันไปหมด  เดรกดีอย่างนั้น เดรกสุภาพอย่างนี้  อยู่โรงเรียนเป็นไอ้งั่งที่ไม่มีใครสนใจแท้ๆ  ทำไมฉันต้องโดนเปรียบเทียบกับไอ้ตัวน่าสมเพชแบบนี้ด้วยนะ…..’

 

 

                “มองอะไร……เดรกกี้”

               

 

                “……..เปล่า……..”  เขาจ้องมองผมอย่างก้าวร้าว ในขณะที่ผมตาเบิกโพลงด้วยความตกใจ  มอร์แกนตอบคำถามเมื่อครู่นี้ของผมได้หมดจดทั้งๆที่ริมฝีปากยังคงปิดสนิท  ผมจ้องหน้าเขาราวกับเห็นตัวประหลาด น้ำเสียงของเขายังคงผรุสวาทออกมาอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

                ‘เป็นไอ้ลูกยาจกไม่มีเงินพอที่จะซื้ออะไรดีๆแท้ๆ  แต่กลับหน้าด้านหน้าทนมาขอต้นแนททารีนจากพ่อฉัน  ไม่มีก็ไม่ต้องกินสิ  จะหาเรื่องกินของแพงๆทำไม  ฉันสั่งให้พ่อปลูกแท้ๆ แต่ถ้ามันปลูกแล้วเอาไปขายได้เงินขึ้นมาพวกฉันไม่แย่กันเรอะ  แต่ถึงไม่เอาไปขาย เอาไปกินฟรีๆฉันก็ไม่อยากให้หรอกนะ  ไอ้คนทุเรศ ไอ้หัวขโมย!!’

 

 

 

“มอร์แกน……”

 

“มอร์แกน!!”

 

ผมลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ปราดเข้าไปเขย่าตัวเขาอย่างแรง  แซนวิชเห็ดทั้งอันหลุ่นกระจายตกพื้น มอร์แกนยืนหน้าซีดเผือด  เด็กหนุ่มร่างเล็กดูตกใจมากเมื่อถูกผมจับบ่า  เขาปัดมือผมออกไปอย่างรังเกียจ

 

 

 

“ฉันไม่เคยคิดจะขโมยต้นแนททารีนของนาย…….ตอนนั้น พ่อของนายแบ่งให้ฉันเพื่อแลกกับที่ฉันปลูกมันฝรั่งให้  ถ้าเรื่องแบบนี้ทำให้นายไม่พอใจ ก็ต้องขอโทษด้วย……”

 

 

 

“นาย-รู้ความคิด-ฉันได้ยังไงเดรก!! ไอ้ตัวประหลาด!! มนุษย์ต่างดาว!! เสือกเรื่องชาวบ้าน!! น่าขยะแขยง!!”

 

 

ใบหน้าซีดขาวของมอร์แกนเปลี่ยนเป็นแดงจัด  เด็กหนุ่มตะโกนอย่างบ้าคลั่งดึงสายตาทุกคนในห้องหันมามองที่ผมกันเป็นตาเดียว ….เสียงของเพื่อนร่วมชั้นทุกคนหลั่งไหลเข้าหัว  แต่ไม่มีใครขยับปากพูด

 

.

อ่านความคิด?’ ‘อ่านใจได้?’

‘มอร์แกนเป็นบ้าอะไรวะ?’   ‘นั่นจริงเหรอ?’

 ‘มอร์แกนไม่โกหกหรอก’  ‘ไอ้โง่เดรกต่างหากที่เรียกร้องความสนใจ’

 ‘เอ๋?? แล้วนี่ฉันโดนอ่านความคิดอยู่หรือเปล่า?’  ‘แล้วถ้าเป็นจริงจะทำยังไงล่ะ?’

‘ดูสิจ้องมาใหญ่แล้ว‘  ‘อย่าไปยุ่งกับมันนะ’ ‘ ไอ้สัตว์ประหลาด!!’

‘เสือก!!!’

 .

 

 

“หนวกหู!  พอซะที!!!”

 

ผมนั่งร้องไห้ต่อหน้าพวกเขา  ไม่ใช่เพราะมอร์แกน หรือเพื่อนร่วมห้อง  แต่เป็นเพราะผมเข้าใจแล้วว่าเมื่อเช้าพ่อกับแม่ผมหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษเพราะอะไร  และพวกเขาคงจะเกลียดผม

 

.

 

 ซากขนมปังที่เคยเป็นรูปแซนวิชถูกเหยียบย่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนไม่มีชิ้นดี คราวนี้ไม่ใช่จากมอร์แกน  แต่เกิดจากฝีเท้าของเพื่อนร่วมห้องของผม  ทั้งห้องมองผมด้วยสายตาเย็นชา  ท้ายที่สุดสัตว์ประหลาดตัวนั้นไม่ใช่มอร์แกน  แต่เป็นผมเอง

 

.

 

ผมลุกออกมาจากโต๊ะ ใช้แขนเสื้อปาดน้ำตาอย่างลวกๆ  เดินโซเซไปเข้าห้องน้ำทั้งๆที่ท้องยังหิวจัด

 

 

.

 

เที่ยงนี้……น้ำก๊อกก็แล้วกัน

 

.

 

 

 

_____________

 

 

 .

 

พ่อกับแม่ไม่เคยกอดผมอีกเลยตั้งแต่วันนั้น พวกเขายังดีกับผมเหมือนเดิม  เสียงความคิดของเขาบอกว่าพวกเขาจะพยายามไม่คิด  เห็นหน้าผมจะต้องจะไม่คิดอะไร เพราะสัตว์ประหลาดตัวนี้อ่านใจเขาได้……  ถึงพวกเขาจะพยายามทำตัวให้ปกติเท่าไหร่  ผมกลับยิ่งรู้ว่ามันไม่ปกติ  เพราะเสียงในใจของเขาไม่โกหก

 

.

 

สัปดาห์ต่อมา อาการต่างๆของผมยังไม่หายไป ผมกลายเป็นตัวประหลาดของหมู่บ้านในเวลาไม่นาน ข่าวลือแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วราวกับไฟลามทุ่ง  มอร์แกนนั่นเองที่ปล่อยข่าว….. ในขณะที่หูของผมได้ยิน-เสียง-ของคนอื่นและเสียงต่างๆชัดเจน  สายตาของผมเริ่มสั้นลงเรื่อยๆจนต้องใส่แว่น   สีผมเปลี่ยนจากสีน้ำตาลเหมือนพ่อแม่กลายเป็นสีน้ำเงิน  ไม่มีใครสนใจมัน  จากเดิมที่เป็นตัวประหลาดอยู่แล้วก็แค่ประหลาดกว่าเดิมไม่เท่าไหร่

 

.

 

 ผมเริ่มแยกตัวออกจากสังคมเพราะหนวกหู  วันๆทำงานอยู่แต่ในฟาร์ม  มอร์แกนเลิกยุ่งกับผมไปนานแล้ว คุณครูเลิกดุผมเรื่องมาสายและไม่ส่งการบ้าน  เพื่อนๆต่างหวาดระแวงผม  Landlord เลิกจ้างผม และไม่มีใครบังคับให้ผมต้องไปโรงเรียนอีก หมู่บ้านของผมเป็นหมู่บ้านเล็กมากจึงไม่แปลกที่สายตาหวาดระแวงลามไปถึงแม่ค้าขายของชำ  คนขับรถเมล์ หรือแม้แต่บรรณารักษ์ห้องสมุดประชาชน   พ่อแม่พี่น้องต่างคนต่างเผชิญหน้ากับผมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้  อันที่จริงคือไม่มีใครอยากเข้าใกล้ผมอีก นอกจากเวลาที่เขาต้องการแรงงาน  หรือใครสักคนไว้ทำความสะอาดโรงวัว……แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ  พวกเขาไม่รู้ว่าไม่ต้องเห็นหน้า ผมก็ได้ยิน-เสียง-นั้นได้  ถ้าพวกเขาอยู่ใกล้ๆ

 .

 

 

ผมนอนฟังเสียงคนในครอบครัวผมคิดอะไรต่างๆมากมายในเวลาค่ำคืน ถ้าผมยังไม่หลับ   ถึงเขาจะไม่ค่อยพูดกับผม อย่างน้อยผมก็ยังรู้ว่าพวกเขายังคงมีตัวตน  ผมไม่จำเป็นต้องเบิ้ลซีเรียลอีกชามตอนเช้า  ไม่มีใครแย่ง Lunchboxของผมอีก  ผมมีเวลาทั้งวันที่จะเอาแกะมาเลี้ยง หาเงินช่วยพ่อแม่ ไม่ต้องจ่ายค่าเทอม รู้สึกสงบขึ้นเมื่ออยู่กับสิงสาราสัตว์ที่มันไม่ได้ยิน-เสียง-   แต่สิ่งที่ทำให้ผมทำตัวลีบจนทนไม่ได้ทุกครั้งก็คือสายตาเย็นชา และเสียงที่หวาดระแวงจากทุกคน……..  พระผู้เป็นเจ้า  ผมจะเป็นเด็กดี  หวังว่าสักพักโรคนี้จะคงหาย  หรือไม่นานก็คงจะชินกับมัน

 

 

.

 

 

___________________________

 

 .

 

.

2 ปีต่อมา….

 .

 

 

 

 

ทุกอย่างยังคงนิ่งสนิท   ผมไม่ได้ไปโรงเรียนมานานมากแล้ว  อาศัยอ่านหนังสือแบบสะกดคำง่ายๆจากห้องสมุดประชาชนแบบตามมีตามเกิด  เลี้ยงโคนมและแกะเพิ่มขึ้นอีกฝูง  เริ่มชินกับสายตาหวาดระแวงของคนทั่วไป   ผมจ้องมองปากคนที่พูด  ฉลาดพอที่จะไม่พูดออกไปก่อนถ้าไม่แน่ใจว่านั่นเขา -คิด- หรือ –ถาม-  

 

.

 

ความลับที่ว่า”ไม่ต้องเห็นหน้า ผมก็ยังคงได้ยิน-เสียงในใจ-ของคนอื่นได้ ถ้าเขาอยู่ใกล้พอ” ยังคงถูกเก็บไว้กับตัวราวสำคัญยิ่งกว่าชีวิต ประสาทหูของผมดีขึ้นเรื่อยๆ   บางวันผมได้ยินเสียงลมพัดยอดไม้จากภูเขา เสียงนกคาบหญ้ามาทำรัง  เสียงรถแทร็กเตอร์จากที่ไกลๆ และเสียงลำธารที่ไหลเอื่อยๆผ่านไร่ตรงกันข้าม  ผมนั่งอยู่ในไร่  ทอดมองไปยังยอดมันฝรั่งสีเขียวอ่อน  นึกถึงอนาคตตัวเองเห็นเพื่อนๆในโรงเรียนเปลี่ยนเป็นชั้น middle school   ผมไม่รู้หนังสือไปมากกว่าเด็ก 10 ขวบ ทำได้แค่เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์  เพื่อประทังชีวิตไปวันๆ  และคงอยู่ที่นี่ไปจนตาย

 

.

 

 

เสียงฝีเท้าแปลกปลอมรอบไร่ของผมเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งเสียง  ฝีเท้าที่สงบ ฟังแล้วสบายใจ ต่างจากฝีเท้าของคนอื่นๆ  เขาเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ  ใกล้ขึ้นเรื่อยๆ …..น่าแปลกที่ผมแทบไม่ได้ยินเสียงความคิดของเขา จึงต้องหันไปตามเสียงฝีเท้าโดยสัญชาติญาณ

 

.

 

                “เดรก วอร์เนอร์…....”   ชายหนุ่มอายุราวๆยี่สิบปลายๆยิ้มเนือยๆ  เขามีผมสีชา ตาสีฟ้าสดใสเหมือนท้องฟ้า  ดูอ่อนโยนมาก  ผมอ่านความคิดเขาออกบ้างไม่ออกบ้าง แต่เหมือนเขามาเดินเล่น  เดินผ่านมา และไม่ค่อยคิดอะไร 

 .

“ครับ….”    ผมตอบกลับ  จ้องมองที่ปากเขาโดยอัตโนมัติ  เป็นปกติเวลาผมคุยกับใครจะจ้องมองที่ปากของฝ่ายตรงข้ามเสมอ  แต่เขากลับยิ้ม….

 .

 

 “ฉัน แอนธอส แวน นอร์เดน ผอ.คนปัจจุบันของ Van Norden Institute for Higher Learning โรงเรียนที่เป็น-ครอบครัว-ของเธอ”

 .

 

 

“ผมคงป่วย…..”

“บางคนเขาบอกว่าผมเป็นออทิสติก  บางคนบอกว่าผมเป็นโรคหูแว่ว…..แต่ผมไม่ได้ต้องการโรงพยาบาลบ้าหรอกครับ”  ผมตอบกลับอย่างสุภาพ ข่าวลือแพร่กระจายยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง อาจมีใครซักคนที่แจ้งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมาจับผมเข้าโรงพยาบาลเพื่อความสงบสุขของหมู่บ้านก็ได้

 

 .

                “เธอไม่ได้ป่วย…..และก็ไม่ได้บ้าด้วย”    เขายิ้มเนือยๆอีกรอบ “ ……ฉันรู้จักคนๆหนึ่งที่เป็นแบบเดียวกับเธอ”

เด็กคนนี้มีพลังเหมือนออสติน’    ‘…. น่าเสียดายนะที่นายเจอเด็กคนนี้ช้าไปหน่อย……’ 

               

 .

                “ออสติน?” ผมหลุดปากโพล่งออกไปอย่างโง่ๆ  ก่อนจะตะครุบปากตัวเองแทบไม่ทัน  ไม่มีใครคุยกับผมยาวๆมานานแล้ว แถมยังเป็นเรื่องประหลาดๆอีก เลยควบคุมตัวเองไม่ให้หยุดถามไม่ได้

 .

 

 

แอนธอสพยักหน้าพลางยิ้ม เขาไม่กลัวเมื่อโดนผมอ่านความคิด  แต่กลับพูดกับผมโดยไม่ขยับปาก 

.

 

 

 

 ‘  หมอนั่นเป็นผอ.คนแรก และอ่านใจได้เหมือนกับเธอ  เขาเรียกคนที่เป็นแบบนี้ว่ามิวแทนท์   ออสตินค้นพบพลังพิเศษของตัวเองในตอนอายุหกขวบ  ครอบครัวของเขาต่างหวาดระแวงเขาไปหมด  สุดท้ายเขาก็เลยตัดสินใจออกมาอยู่คนเดียว และตั้งโรงเรียนแห่งนี้ เพื่อให้มิวแทนท์ทุกคนมีที่อยู่อย่างสงบสุข ’

.

‘แต่ออสตินที่ควบคุมพลังได้อย่างเชี่ยวชาญแล้ว  เขาจะไม่ได้ยินเสียงคนอื่นอีก  ถ้าตัวเองไม่อยากได้ยิน….เขาใช้พลังนี้อ่านใจคนทั่วไป ทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆ และตามหาพวกเธอ’

 .

 

 

 

 ‘ออสตินตอนเคยมีชีวิตอยู่ มาร์คชื่อของเธอไว้ว่า เธอเป็นหนึ่งใน-พวกเรา-’

 

 

 

‘สนใจหรือเปล่า เด็กน้อย?’

 .

 

 

“สนใจครับ….. “

 .

 

 

เขายิ้ม และพยักหน้า ก่อนตอบผมแบบไม่ขยับปากว่าถึงออสตินจะตายไปแล้ว แต่เขาคงสอนได้….

 .

 

“แต่ผมคงไม่มีเงินจ่ายค่าเทอมให้คุณ …..ถ้าโรงเรียนของคุณมีวัว แพะ หมู เป็ดและไก่  หรือมีต้นไม้ให้ปลูก ผมอาจทำงานแทนค่าเทอมให้คุณได้………”

 .

 

 

                “โรงเรียนของฉันไม่มีวัวหรือต้นมันฝรั่งหรอก  แต่มีคนที่-เหมือนเธอ-อยู่เต็มไปหมด”   แอนธอสหัวเราะ ยื่นมือมาลูบหัวผม "เธออาจทำงานเล็กๆน้อยๆได้ อย่างช่วยฉันทำงานฝ่ายทะเบียน มีข้าว 3 มื้อ ห้องนอนส่วนตัว ห้องหนังสือ และมี-ครอบครัว-ของเธออยู่”

 

 

.

 

“ ……จะมาด้วยกันไหม”  เขาส่งมือให้ พร้อมรอยยิ้มเนือยๆที่ผมเห็นจนเริ่มชินตา

 

.

 

 

 

ไม่มีใครลูบหัวผมมานานแล้ว…… 

 

แทนคำตอบ ผมเงยหน้าขึ้นพยักหน้าให้เขาแล้วเดินตามชายหนุ่มที่เรียกตัวเองว่า ผอ. คนนี้ไป

 

 

.

 

 

 

 

  และนั่นเป็นวันแรกที่ผมได้รู้จักรร. X-Men

                 

.

 

 

                 -End-

 

 


 

 

PS. จริงๆแล้วเดรกกล้ามแตกมาก เป็นฟาร์มบอยเลี้ยงวัวจนๆ ถึกๆเลย

แต่มันโปริ่งเพราะนิสัยเชอรี่ ลนลาน และกลัวคน เลยโดนแกล้ง OTZ OTZ >> โปริ่งพันธุ์กล้ามดีๆนี่เองแสรดดด

 

Ps. ฮ่ากกกกก ยาวมาก แต่ตัดตอนแล้วสะดุดเลยไม่รู้จะตัดตอนตรงไหนดี OTZ OTZ OTZ

ขอบคุณที่อ่านจบนะฮ้าาาาาาาาาาาาาา

 


 

 

Comment

Comment:

Tweet

ไม่ได้ยาวขนาดอ่านไม่ไหวหรอกค่า กำลังเพลินเลย ลื่นไหลแล้วก็สื่อถึงความรู้สึกของเดรกได้แจ่มแจ้งเลยค่ะ

อ่านแล้วสงสารเดรก นายมันเป็นเด็กเก็บกดมาตั้งแต่วันนั้น OTZ อยู่กับคำว่าต้องอดทน ดีใจด้วยที่ในที่สุดผ.อ.ก็เข้ามาช่วยเอาไว้ได้นะ

แต่ผ.อ.ลืมบอกไปว่านอกจากข้าวสามมื้อ ห้องนอน ห้องหนังสือ และครอบครัวแล้ว ยังมีกาฝากติดตัวมาให้อีกหนึ่งด้วย /ส่งลุคไปกอดติดเดรกฮุฮิๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


/เฟดกลับไปทำงาน

#3 By KUN on 2012-04-20 13:17

HL : /ตะปบไหล่เดรก/ ชีวิตเธอน่าสงสารมากเดรก ดีแล้วล่ะที่เธอมาอยู่ที่นี่ ลุคกับเจสเองก็เป็นคนที่ดี ฉันคิดว่าต่อไปเธอจะต้องมีแต่ความสุขแน่ๆ

+++++++++++++

ฮือออออออออออ ชีวิตเดรกดราม่ามากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกค่ะ

#2 By minatan+minamo on 2012-04-19 22:45

โฮวววววววววววววววววววววววววววว

เดรกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก

น่าสงสารรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรรร

มาให้กอดมาโปริ่งน้อยยยยยยยยยยย /โดนถีบ

ยาวจนกูอายเลยว่า กูจะเขียนอะไรได้ยังงี้มั้ย ฮ่าๆๆๆๆๆๆๆ

เอามาอ่านอีก /โดนตบ

#1 By ..-~:HANA~hanachiko:~-.. on 2012-04-19 22:26